ข้ามประตูธิเบต - ย่ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์
posted on 09 Feb 2009 16:37 by fein in Travel-Othersวันนี้ up รอบสุดท้ายของทริปแล้วค่ะ เพื่อจะให้จบวันนี้ ทำให้โหลดโหดหน่อยนะคะ
ประมาณ 42 รูป (ปกติจะ up ประมาณ 20 กว่ารูปเอง) ตั้งใจจะให้จบวันนี้แหละ เพราะถ้าแบ่งสองตอนอีก กลัวใจมันจะไม่จบง่าย ๆ น่ะสิ
อาทิตย์หน้าจะไปแบ็คแพ็กที่ลาวกะเพื่อน ๆ 1 อาทิตย์ค่ะ ก็คงหายหัวไปอีกตามเคย ขอบคุณที่ติดตามด้วยความทรมานใจนะคะ ^^
2 ตุลาคม 2551 (ต่อ)
หลังจากชื่นชมทะเลสาบนาพาไห่ ยังมีวัดที่เราจะเดินทางไปเยี่ยมเยือนระหว่างทางไปเมืองเต๋อชิงค่ะ ระหว่างที่เรานั่งรถขึ้นไปยังภูเขาสลับซับซ้อน "วัดลามะหมวกเหลือง" หรือวัดตงจูหลิน (Dhondrupling Gompa) วัดเล็ก ๆ ทอดตัวอยู่บนภูเขาหินมายาวนานเกือบ 350 ปี วัดแห่งนี้มีพระลามะประมาณ 300 รูป สร้างในปี ค.ศ. 1667 สมัยราชวงศ์ถัง
เรายังคงต้องเดินเท้าไปเล็กน้อย ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ของพระทิเบต
บ้านเรือนที่ทำจากดินและทราย
วิวสุดลูกหูลูกตา . . . ถ้าได้นั่งกินน้ำชาตรงนี้คงเสียวพิลึก . . .
ถึงแม้ว่าที่นี่จะห่างไกลจากตัวเมือง แต่สัญญาณโทรศัพท์ชัดแน่นอน คอนเฟิร์มค่ะ เพราะเปิด Roaming ตลอด
หลังคาหลาย ๆ บ้านก็มีลักษณะแบบนี้ เป็นหลังคาไม้ วางทับด้วยหิน เป็นลักษณะเด่นของบ้านชนเผ่าทิเบตเลยทีเดียว
วัดที่นี่เก่ามาก มองจากข้างนอก จะเป็นสีขาวเปล่า ๆ เปลือย ๆ ไม่มีลักษณะอะไรเด่น แต่พอเข้ามาข้างใน จะพบกับลานกว้าง และมีอาคารล้อมลานสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เห็นหน้าตาเหมือนอาคารสองชั้นแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วภายในมีถึง 4 ชั้นค่ะ เสียดายที่เราไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูปข้างใน แต่ที่นี่มีพระที่มีความรู้สามารถพูดภาษาอังกฤษได้มาเป็นไกด์ให้เรา ท่านไปเรียนที่อินเดียมาค่ะ จึงสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ศัพท์ศาสนาเนี่ย ไม่ถนัดซะเลย - -"
ชั้นล่างเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ส่วนชั้นที่ 2- 4 จะเป็นรูปวาด ของเทพเจ้าตามความเชื่อของนิกายลามะ รวมทั้งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากเมืองลาซา (เมืองหลวงของทิเบต)
ระหว่างที่ขึ้นไปดูภาพเขียน และพระพุทธรูป ชั้นบน พระท่านก็อธิบายความเชื่อต่าง ๆ ให้ฟังค่ะ แต่เรื่องที่จำได้ติดหัวมาก ๆ เป็นความเชื่อเรื่องการให้ทาน . . .
เมื่อคนทิเบตตายไป จะไม่มีการเผาหรือฝังศพ แต่จะเอาซากศพของผู้ตายไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ค่ะ โดยปกติถ้าเป็นผู้คนที่อยู่ในเขตลาซา จะเป็นเขตที่มีแร้งอาศัยเป็นจำนวนมาก คนที่ตายไป ก็จะไปเป็นอาหารแร้ง แต่ชาวทิเบตที่อยู่ฝั่งเมืองแชงกรีล่า เต๋อชิง จะเอาศพไปวางข้าง ๆ ตลิ่งเพื่อเป็นอาหารปลา เนื่องจากแถว ๆ นี้ไม่มีแร้งนั่นเอง . . .
ก็เลยเป็นที่มาว่า ในเขตเมืองแชงกรีล่า และเต๋อชิง จะไม่มีการจับปลามาบริโภค ปลาที่นักท่องเที่ยวได้ทานกัน ก็จะเป็นปลานำเข้ามาจากเมืองลี่เจียง และ คุณหมิงค่ะ
แต่ทางที่ดีอย่าเสี่ยงดีกว่า หุหุ
ออกจากวัด เราก็นั่งรถไต่ระดับความสูงขึ้นไปอีก อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ ยอดเขาปกคลุมไปด้วยหมอกจนแทบไม่เห็นทางข้างหน้าแล้ว
หน้านี้ เป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เปลี่ยนสี ถ้าไม่มีหมอก และหยาดน้ำฝน คงจะได้วิวที่สวยกว่านี้ค่ะ เส้นทางไปเต๋อชิงตอนนี้อยู่ในระหว่างสร้าง บางช่วงทางรถก็จะเป็นทางหินขรุขระ และแคบ เลาะเลี้ยวไปตามเขา ต้องบอกว่าคนขับรถเค้าเก่งจริง ๆ นะ
และแล้วเราก็มาถึงประตูทิเบต ที่จริงตรงนี้เป็นจุดชมวิวภูเขาหิมะไป่หมางที่มีความสูงถึง 4,450 แต่วันนี้มองไม่เห็นอะไรเลย
หมอกลง หนาสุด ๆ แถมฝนตกเฉอะแฉะมาก ๆ

จากจุดนี้เราก็เดินทางอีกไม่ไกลก็จะถึงเมืองเต๋อชิงแล้วค่ะ
ในยามเย็น ฝนพรำ "เต๋อชิง" (Deqin) เมืองเล็ก ๆ เร้นกายอยู่ในหุบเขา มีถนนหลักอยู่เพียงสายเดียว ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เหม่ยลี่ หนึ่งในแปด ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตทอดกายอยู่เบื้องหน้า ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้เช้าเราคงเจออากาศดี ถึงแม้ว่าจะอยู่ในหุบเขา แต่เต๋อชิงก็ยังสูงถึง 4.000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต เป็นเขตภูเขาหิมาลัยด้านจีน ถ้าทิเบตเป็นหลังคาโลก ที่นี่ก็เปรียบเสมือนชายหลังคาโลกนั่นแหละค่ะ
คืนนี้นอนที่เต๋อชิง ชวนชิมสุกี้ไก่ตุ๋นเต๋อชิง ที่มาเป็นกะละมัง
ต้องบอกว่าผิดคาด น้ำจิ้มเต็มไปด้วยผงชูรส ตามสไตล์จีนยุคใหม่ . . . เหอะ ๆ ๆ
3 ตุลาคม 2551
เช้านี้ ออกตีห้าค่ะ ความทรมาณทรกรรมจากการที่เสพผงชูรส และประกอบกับความสูงของเมืองเต๋อชิง ทำให้คอแห้งมาก ตื่นมาดื่มน้ำไปสองขวด
หลังจากกระโจนลงจากที่นอน ทานอาหารเช้าด้วยความเร็วสูงแล้วรีบขึ้นรถมุ่งหน้าไปยังภูเขาหิมะเหม่ยลี่ค่ะ
มองแทบไม่เห็นอะไร กว่าจะเห็นท้องฟ้าก็เกือบหกโมงเช้าแล้ว แต่ทำให้พวกเรารู้ว่าวันนี้พวกเราคงโชคดี เพราะฟ้าเปิดมาก ๆ
ในที่สุดแสงแรกของวัน ก็ทำให้เรามองเห็นยอดเขาตาเคโบ (Kagebo Peak) ยอดเขาที่สูงที่สุดจาก 13 ยอดเขาของภูเขาหิมะเหม่ยลี่ ที่มีความสูง 6,740 เมตร จากระดับน้ำทะเล ยอดเขาที่ยังไม่มีใครสามารถพิชิตได้ จุดหมายของเราวันนี้คือชมธารน้ำแข็งหมิงหย่ง ธารน้ำแข็งที่เกิดจากยอดเขาตาเคโบนั่นเองค่ะ
ตอนนี้เรามาถึงตีนเขาแล้วค่ะ อากาศยามเช้าสดชื่นดีจริง ๆ
แสงยามเช้า ระบายภูเขาด้วยริ้วสีทอง
ผู้คนที่นี่เป็นชาวทิเบต หลายคนทำงานเป็นคนจูงม้าให้นักท่องเที่ยว ตอนนี้อากาศชักจะไม่สดชื่นซะแล้วสิคะ ขี้ม้าคลุ้งเยยย
ทางเดินขึ้นเขาค่อนข้างลำบากลำหรับคนไม่เคยชินค่ะ แถมความสูงยังเป็นอุปสรรคอีกด้วย พี่ ๆ วัยสูงอายุหลายคนที่ไปด้วย ขนาดนั่งม้าขึ้นไปยังยอมแพ้กลับครึ่งทาง เพราะออกซิเจนน้อยจริง ๆ คนที่ไม่แข็งแรงก็ห้ามฝืน ไม่งั้นจะแย่ใหญ่นะคะ
ระหว่างทางนอกจากจะได้ชมภูเขาแล้ว ยังได้ชมป่าดิบ ๆ แบบนี้ด้วย
นั่งม้าจนมาถึงจุดนึง ก็ต้องเิดินต่อแล้วค่ะ
ทางเดินดินเล็ก ๆ ต่อด้วยทางบันไดไม้ ทอดตัวขึ้นไปยังธารน้ำแข็ง ทำให้เหนื่อยน่าดู เดินได้ทีละ 10 - 20 ก้าวก็ต้องพักค่ะ
แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคใด ๆ ถ่ายรูปไปด้วย สนุกดี
มีอะไรต่อมิอะไรให้เก็บภาพไว้เยอะแยะเลย
ดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองที่ขึ้นตามพื้นหิน
ต้นอะไรก็ไม้รู้ กับลูกแดง ๆ เล็ก ๆ
เห็ดบนขอนไม้
ระหว่างทางขึ้นเราก็จะเจอกับธงหลากสี พาดผ่านไปตลอดเส้น จนถึงจุดสูงสุดของทาง
อธิบายนิดนึง ธงที่เห็น เรียกว่า ธงคาถา 5 สี ค่ะ หรือเป็น ธงมนต์ ของชาวทิเบต ประกอบด้วย สีแดง (ไฟ) สีขาว (เมฆ) สีเขียว (ต้นไม้) สีเหลือง (ดิน) และสีฟ้า (ท้องฟ้า) ธงแต่ละสีจะมีคำสวดมนต์ หรือ คาถา เขียนไว้ค่ะ ชาวทิเบตเชื่อว่าเมื่อใดที่ธงปลิว ลมที่ทำให้ธงปลิวสะบัดนั้น จะพัดพาเอาคาถาไปถึงสวรรค์ได้
และแล้วเราก็ขึ้นมาถึงจุดชมวิวธารน้ำแข็งหมิงหย่ง มีผู้กล้าเพียง 5 คนเท่านั้น ที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคขึ้นมาถึงตรงนี้ได้ หุหุ พี่สองคนในรูปอายุ 50 กว่ากันแล้ว แต่แข็งแรงมาก สามารถมาก คนทางซ้ายเป็นไกด์ ก็ต้องขึ้นมาอยู่แล้ว ส่วนสองคนที่เหลือก็คือ ฝ้าย กะ เป๋า นั่นเอง (+555 ทุกคนคงจะลืมไปแล้วว่าทริปนี้เป็นทริป Honeymoon ตัวเองยังลืมเลย
)
ธารน้ำแข็งค่ะ แต่ด้วยภาวะโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งละลายไปมากเหมือนกัน ธารน้ำแข็งอันนี้เรียกว่า ธารน้ำแข็งหมิงหย่ง (Mingyong Qia) Qia เป็นภาษาทิเบต แปลว่าธารน้ำแข็ง ที่จริงภูเขาหิมะเหม่ยลี่มี ธารน้ำแข็งทั้งหมด 3 แห่ง แต่ที่ใหญ่ที่สุดก็คือธารน้ำแข็งหมิงหย่งอันนี้แหละ
จากจุดนี้ยังรอผู้เยี่ยมยุทธปีนขึ้นไปอีก เง้อ . . .
แต่ฝ้ายไม่ไหวแล้วค่ะ ถ้าปีนต้องใช้เวลามาก และเราก็มีเวลาขึ้นมาแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ขาลงตอนเดินเนี่ยค่อยยังชั่ว แต่พอขึ้นม้าเนี่ยสิ มันเหมือนจะหัวทิ่ม ก็เลยเกร็งไปหมด กว่าจะถึงข้างล่าง เล่นเอาขาเกือบเดี้ยง
อำลาเหม่ยลี่หลังจากทานข้าวเที่ยง
กลับมาถึงประตูธิเบต วันนี้มองเห็นไป่หมางได้ชัดกว่าเดิมค่ะ
แวะทานข้าวเย็นในเมืองเล็ก ๆ เห็นฬ่อตัวนึง ก็เลยถ่ายรูปมาด้วย
ดูหน้าตาน่าสงสารจริง ๆ เลยอ่ะ ตัวเล็กด้วย
อำลาวิวแม่น้ำแยงซีเกียง . . .
คืนนี้เดินทางไกลมาก กว่าจะถึงที่แชงกรีล่าก็ดึกพอสมควร หัวถึงหมอนก็หลับเลยจ้า . . .
4 ตุลาคม 2551
เวลาที่เหลือในช่วงเช้าวันนี้ก่อนเดินทางกลับ เราก็ยังต้องเก็บตกวัดดังของแชงกรีล่าค่ะ
วัดซงจ้านหลิง หรือวัดกุ้ยหัว เป็นวัดลามะทิเบตอายุกว่า 300 ปี มีพระลามะจำพรรษากว่า 600 รูป สร้างโดยองค์ดาไลลามะที่ 6 ในปี พ.ศ. 2222 และใช้เวลาก่อสร้างถึง 18 ปี จึงแล้วเสร็จ ในสมัยของจักรพรรดิ์คังซีแห่งราชวงศ์ซ้ง
สถาปัตยกรรมคล้ายกับพระราชวังโปตาลา ในเมืองหลวงลาซาของทิเบต ที่นี่จึงมีสมญานามว่า ลาซาน้อย นั่นเองค่ะ
อากาศวันนี้หนาวมาก คิดว่าน่าจะประมาณ 3-5 องศา ไม่มีแดด มีฝนปรอย ๆ
วัดสวยนะ แต่มือแข็งไปแล้ววว . . .
ถ่ายรูปด้วยความมึนงง ท่ามกลางสายฝน เพราะเริ่มเป็นไข้นิด ๆ
ก็เลยไปไหว้พระ ขอพรให้หายป่วยซะเลย
หน้าวัด . . .
นี่ก็ตรงข้ามวัด มีเจดีย์แปลก ๆ อยู่กลางน้ำ แต่ด้วยความงงเบลอ ได้แต่ถ่ายรูปค่ะ ไม่ได้ถามไกด์เลย
อำลาแชงกรีล่า . . . ด้วยภาพนี้ละกันค่ะ ภาพถ่ายแชงกรีล่า จากมุมสูงบนท้องฟ้า
จากแชงกรีล่า สู่คุณหมิง แอบช็อปปิ้งนิดนึงก่อนขึ้นเครื่อง
จากคุณหมิง สู่กรุงเทพ เวลา 01.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม 2551 พวกเราพาร่างสะบักสะบอมขึ้นรถแท็กซี่ แล้วนอนหลับเป็นตาย . . .
ตื่นเช้าวันใหม่ด้วย โรคที่ราบสูงอักเสบ (เรียกเอง ที่จริงเป็นอาการป่วยที่เกิดจากการที่เราอยู่บนที่ราบสูงนาน แล้วทำให้อ็อกซิเจนเราไม่พอน่ะค่ะ) . . . พักพื้นอีก 2 วัน . . . แต่ความประทับใจไม่มีวันลืมจริง ๆ ค่ะ
Fein^^
edit @ 10 Feb 2009 23:09:12 by Fein

ชีวิตนี้ขอเพียงได้ดมกลิ่นทิเบตด้วยสะดือตัวเองสักครั้ง T-T)/
#1 By ★ STARBUCKS! no coffee,no me and no you! on 2009-02-09 20:36