แชงกรีล่า : ขอบฟ้าที่เลือนหาย
posted on 14 Jan 2009 08:07 by fein in Travel-Others
เมื่อวานซึ้ง ก็เลยมีลูกฮึด อิอิ เอาเข้าไป . . . สงสัยจะบ้ายอ
เล่าต่อเลยละกันเนอะ
1 ตุลาคม 2551
วันนี้ตื่นเช้าตามเคย เดินทางจากเมืองลี่เจียงโดยรถบัส ไปยังเมืองจงเตี้ยน หรือ แชงกรีล่า ค่ะ แต่ก่อนจะถึงก็แวะ ๆ ๆ หลายที่เหมือนกันนะ
นอกเมืองลี่เจียง เป็นสวนผลไม้เรียงราย ไม่ว่าจะเป็นแอ๊ปเปิ้ล ลูกท้อ ฝักดอกทานตะวัน สมาชิกแต่ละคน เห็นผลไม้แล้วเป็นอันน้ำลายหก จำเป็นต้องหยุดรถซื้อจนได้
ในรูปนี้เป็นแอ๊ปเปิ้ลนะคะ แต่สีเหมือนสาลี่เลย
ลูกท้อ ก็มีให้กินตลอดทาง
แวะซื้อกันหอมปากหอมคอ จากนั้นก็แวะชมโค้งแรกของแม่น้ำแยงซีเกียง เค้าบอกว่าโค้งนี้เป็นโค้งรูปตัว V ค่ะ เป็นยุทธศาสตร์โบราณสมัยสามก๊ก ที่ขงเบ้งสามารถพิชิตยูนานได้ เมื่อ 1,800 ปีก่อน แต่เสียดาย จากมุมนี้ดูไม่ค่อยออกว่าเป็นตัว V เท่าไหร่ จะถ่ายมุมอื่นก็ไม่ได้ ต้นไม้บังโม๊ดดด....
วันนี้เมฆเยอะมาก . . .อ้อ ลืมบอก. . . แม่น้ำแยงซีเกียงถือเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับสามของโลกทีเดียวค่ะ ด้วยความยาวกว่า 6,000 กิโลเมตรนั่นเอง
ส่วนรูปนี้เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวค่ะ เป็นพื้นที่ราบสลับกับภูเขา ภูเขาแต่ละลูกเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
จากนั้น ก็เดินทางไปยัง "ช่องแคบเสือกระโจน"หรือ หู่เทียวเสีย ช่องแคบเสือกระโจนเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำแยงซีเกียงค่ะ และแม่น้ำบริเวณนี้ก็ยังเป็นเขตแดนกั้นระหว่างเมืองลี่เจียง และ แชงกรีล่าด้วย ดังนั้นเราก็จะสามารถชมช่องแคบเสือกระโจนได้จากทั้งสองฝั่ง แต่ที่มาวันนี้เป็นฝั่งลี่เจียงค่ะ
จอดรถแล้วก็ต้องเดินตามทางหินไปเป็นกิโล ๆ เลยค่ะ แต่ถ้าใครนั่งไม่ไหวก็สามารถจ้างคนลากรถอย่างนี้ได้
ผ่านทางเดินที่เป็นถ้ำ สองจุดด้วยกัน เป็นถ้ำที่ยาวมากค่ะ เค้าเจาะถ้ำ เพื่อให้ระยะทางเดินสั้นลงไม่ต้องอ้อมริมแม่น้ำ ข้างในถ้ำก็เย็น ๆ ดีนะ
อากาศข้างนอกก็เย็น ๆ แต่ไม่มาก พอเดิน ๆ ไปก็เหงื่อแตก ^^
เริ่มมองเห็น เสือกระโจนจากที่ไกล ๆ แล้วค่ะ ตรงบริเวณนี้จะมีความลึกมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่แม่น้ำแยงซีเกียงไหลผ่าน เทือกเขาหิมะมังกรหยก และ เทือกเขาหิมะฮาบา ซึ่งทั้งสองเทือกเขาสูงกว่า 5,000 เมตร บางช่วงของแม่น้ำก็เลยลึกถึง 3,900 เมตรทีเดียว อย่าได้ตกลงไปเชียว เหอะ ๆ ๆ
ที่ตรงนี้ที่ได้ชื่อว่า เสือกระดจน ก็เพราะตำนานเก่าแก่เล่าถึงเสือตัวหนึ่งข้ามแม่น้ำ โดยกระโดดไปที่ก้อนหินกลางน้ำ แล้วก็สามารถข้ามลำน้ำไปได้ . . . แต่ดูแล้วไม่น่าจะโดดได้เลยอ่า . . .
จุดเสือกระโจนเป็นจุดที่มีหินใหญ่ ๆ ก้อนนึงอยู่ตรงกลาง และเป็นจุดที่กระแสน้ำแรงมาก ได้ยินเสียงน้ำกระแทกหินดังสุด ๆ เลยค่ะ ผู้คนก็จะเดินลงบันไดเพื่อเข้าใกล้แม่น้ำมากที่สุด ไอ้เดินลงนี่สิ สบาย ๆ คอยดูขากลับนะ หอบแฮ่ก ๆ
ดูความแรงใกล้ ๆ ส่วนฝั่งตรงข้าม เป็นฝั่งแชงกรีล่า นักท่องเที่ยวเยอะเหมือนกันไม่ต้องเดินไกลอย่างฝั่งนี้ แต่เดินลงค่อนข้างลึกค่ะ แถมช่วงวันชาติจีน คนเยอะมาก ฝั่งนู้นรถติดยาวสองสามโลเลยล่ะ
ชมเสร็จ ก็จรลีค่ะ ปีนขึ้น แล้วก็เดินกลับ พี่ ๆ ที่มาด้วยหลายคนเดินไม่ไหว เพราะอายุเยอะแล้ว ก็นั่งรถลากกลับ แต่พนักงานลากรถ พยายามขอขึ้นราคาเท่ากับราคาขาไปกลับ แถมบางคนไม่ยอมลากกลับ เพราะอยากจะต่อราคาให้สูงขึ้น . . . แหม ได้ทีเอาเปรียบ บางคนก็ยอมจ่าย บางคนก็เดิน . . .
ขึ้นรถบัส เดินทางไปแชงกรีล่าต่อ . . .
ช่วงนี้ก็จะเริ่มปีนเขาแล้วค่ะ อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ และบนยอดเขาสูง ๆ ก็ปกคลุมไปด้วยหมอกหนา ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาเกือบเที่ยงก็ตาม
เราแวะทานอาหารในเมืองเล็ก ๆ แล้วก็เดินทางต่อ . . . จนเกือบสี่โมงเย็นที่เราได้มาพบดินแดนแห่งที่ราบสูงทิเบต . . .
ถ่ายจากในรถค่ะ บางจุดก็เป็นทุ่งหญ้า มีต้นอะไรแดง ๆ ขึ้นเต็มไปหมด . . .
บริเวณนี้เข้าเขตของแชงกรีล่าแล้ว ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นชนเผ่าธิเบต และที่เห็นตาก ๆ อันอยู่นี่ไม่ใช่ฟางนะคะ แต่เป็นข้าวสาลี . . . บริเวณนี้เป็นเขตปกครองตนเองชนชาติธิเบตแห่งตี้ชิง เพราะตั้งอยู่บนที่ราบสูงตี้ชิง (สถานที่อันเป็นสิริมงคล) รอยต่อระหว่าง ธิเบต - ยูนาน - เสฉวน พื้นที่ตรงนี้ยังเป็นแหล่งสมุนไพรสำคัญของจีน อย่างบัวหิมะด้วยค่ะ
ขอเล่าเกี่ยวกับแชงกรีล่านิดนึงนะคะ จริง ๆ เมืองนี้เดิมชื่อเมืองจงเตี้ยนค่ะ แต่คำว่า แชงกรีล่า (Shangri-la) มาจากหนังสือ The Lost Horizon (ขอบฟ้าที่เลือนหาย) เป็นนวนิยายอมตะ ที่แต่งโดย เจมส์ ฮิลต้น นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้ที่ถ่ายทอดภาพในฝันของดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้ลงไปในนวนิยาย ซึ่งทำให้ในภายหลังมีนักเดินทางหลายคนพยายามเสาะหาว่าตรงจุดไหนที่เรียกว่า แชงกรีล่า "ดินแดนอมตะ ภูเขาหิมะขาวประดุจหยก ท้องทุ่งเขียวดอกไม้บานสะพรั่ง ทะเลสาบเงียบเหมือนกระจกเงา ฝูงจามรี ฝูงแพะ และอากาศที่แสนบริสุทธิ์ ผู้คนที่เป็นกันเอง" คำว่า Shangs ในภาษาทิเบต หมายถึง ที่อยู่ของพระพุทธ และ La หมายถึงขุนเขาหรือภูเขาค่ะ
ก็เห็นฝูงจามรีเหมือนกันนะ แต่ขนไม่ค่อยยาวเท่าไหร่ค่ะ เพราะคนที่นี่เค้าจะตัดขนออกไปใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม
วันนี้ก่อนเข้าที่พักก็มีเวลาอีกนิดหน่อย ไกด์ก็เลยพาพวกเราไปวัดและเดินเล่นที่เมืองโบราณในเมืองแชงกรีล่าค่ะ
ที่นี่เป็นวัดเล็ก ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ เมืองโบราณ . . .
ปีนขึ้นไปก็จะเห็นภูเขาและเมืองแชงกรีล่าบางส่วน
แดดส่องมาที่ภูเขาสวยชะมัด
จากนั้นก็ไปไหว้พระค่ะ ส่วนรูปข้างล่างจะอธิบายยังไงดีอ่า . . . ก็เอาไว้จับเดินวนไปสวดมนต์ไปสามรอบ . . .
ดูอีกรูปละกันจะได้เห็นชัด ๆ เราจะไปจับราวเหล็กรอบ ๆ นั่นแหละค่ะ แล้วก็ช่วยกันหมุนไปพลาง สวดมนต์ไปพลาง ไอ้เราก็ไม่รู้จะสวดอะไร ก็เลยสวดแบบไทยไปเรื่อยๆ เท่าที่จำได้
คงไม่เป็นไรมั๊ง ศาสนาพุทธเหมือนกันนิ . . .
จากนั้นก็เดินเที่ยวเมืองโบราณค่ะ ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าสู้ที่ลี่เจียงไม่ได้เลย แต่ก็เดินเล่นน่ะค่ะ ฆ่าเวลาก่อนเข้าที่พัก
จากนั้นก็เข้าที่พักแล้วก็ทานอาหารเย็นค่ะ ที่นี่อากาศตอนกลางคืนเย็นมาก และด้วยความที่เป็นที่ ๆ สูงเหนือระดับน้ำทะเลเกือบ 4,000 เมตร ทำให้ไกด์บอกพวกเราว่าให้ซื้อออกซิเจนกระป๋องเผื่อไว้ก่อน . . .
อาหารเย็นวันนี้อร่อยมาก และได้ลองชิมเนื้อจามรี เป็นครั้งแรก นุ่มและไม่เหม็นคาวเลย คนที่นี่ส่วนใหญ่จะทานเนื้อจามรีเป็นหลัก และไม่ทานปลา . . . ไว้จะมาเล่าคราวหน้าว่าทำไมถึงไม่ทาน แล้วจะหนาววว . . .
คืนนี้พวกพี่ ๆ ที่มาทัวร์ด้วยกัน ก็งัดบรั่นดีที่หอบหิ้วมาจากกรุงเทพฯ มาดื่มแก้หนาว . . . แถมแบบ ออน เดอะ ร็อก ด้วย งานนี้โดนไป 2-3 แก้วเล็ก ๆ ปรากฎว่าเกือบแย่ค่ะ ทั้งเมา และหายใจไม่ค่อยออก เพราะที่นี่อากาศจะบางกว่าปกติอยู่แล้ว แถมเวลาดื่มเหล้า เราจะต้องการออกซิเจนมากกว่าเดิม นั่นแหละ . . . ทำให้อึดอัดอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง กว่าจะนอนได้ ไม่น่าบ้ายอเลยง่า . . .
2 ตุลาคม 2551
ยังต้องเดินทางต่อไปยังเมืองเต๋อชิงค่ะ แต่พอเช้าลงมาเจอหน้าพี่ ๆ ที่ร่วมทัวร์เดียวกัน ก็ว่าแล้วว่าอาการเดียวกัน บางคนเป็นโรคความดันสูง มาอยู่ที่สูง ๆ ก็แย่อยู่แล้ว แถมเมื่อคืนดื่มเยอะ หลายคนก็เป็นหนักเลย ไม่ได้นอน หมดอ๊อกซิเจนไปคนละ 2 กระป๋อง แต่ . . . ทุกคนก็พาเอาร่างที่สะบักสะบอมขึ้นรถ . . .
ก่อนออกจากเมืองนี้ (ซึ่งเราจะกลับมาเก็บเล็กเก็บน้อยอีกทีขากลับค่ะ) ก็ผ่านทะเลาสาบ นาปาไห่ หรือทุ่งหญ้านาปาไห่ (Napahai)
ความพิเศษของที่นี่ก็คือเป็นทุ่งหญ้าที่มีพื้นที่ 2,400 เฮคเตอร์ สูงจากระดับน้ำทะเล 3,260 เมตร ช่วงหน้าแล้งที่นี่จะเป็นทุ่งปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มีแต่สัตว์ลงไปหากินได้ เนื่องจากพื้นดินเป็นดินดูดค่ะ คนเดินมีหวังลากไม่ขึ้น แต่พวกสัตว์เค้าจะมีสัญชาตญาณว่าตรงไหนเดินได้เดินไม่ได้ ช่วงที่พวกเราไปก็จะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ก็ยังมีทุ่งหญ้าบางส่วนให้ดูค่ะ
ในช่วงหน้าร้อนที่นี่จะเป็นจุดรวมของน้ำแข็งที่ละลายจากแม่น้ำ Nagqu และ Naizi ทำให้ทุ่งหญ้ากลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ซึ่งบางจุด ก็ยังมีทะเลสาบให้ดูนะ
ถ้าเมฆไม่เยอะขนาดนี้ เราคงได้เห็น ท้องฟ้าและผืนน้ำ เป็นผืนเดียวกัน
บางจุดที่น้ำยังไม่เยอะ ก็จะสามารถเห็นลึกลงไปยังพื้นดินข้างใต้ได้ค่ะ สวยไม๊ล่ะ
Fein ^^
อ่า หมดเวลา ไว้มาต่อรอบหน้าละกันจ้า . . . น่าจะเป็นตอนสุดท้ายของจีนแล้วล่ะ
edit @ 10 Feb 2009 10:17:06 by Fein

#1 By iQ180 on 2009-01-14 11:22