อิหร่าน : หลงรักอิศฟาฮาน
posted on 17 Oct 2008 15:24 by fein in Travel-Others16 เมษายน 2551
เช้าวันนี้ที่เมืองอิศฟาฮาน สดใสดีค่ะ แต่เป็นความสดใสที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ เนื่องจากคนขับรถเบี้ยว . .
คนขับรถทัวร์บ้านเค้าอยู่ที่นี่ เมื่อคืนได้กลับบ้านคืนแรก ก็เลยหลงระเริงม่ะตื่นซะงั้น . . . ทำให้พวกเราได้ประสบการณ์ใหม่ นั่งแท็กซี่ค่ะ แล้วคิดดูคณะทัวร์ 20 ชีวิต ต้องนั่งกี่คัน . . . แห่กันไปยังกะขบวนรถมาเฟีย อิอิ. . .
ที่หมายที่แรกวันนี้ เป็นวิหารแว้งค์ค่ะ (Vank Cathedral Church) เห็นคำว่า Church แล้วก็คงจะเดากันออกนะว่าเป็นโบสถ์ . . . ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะครับ
ที่นี่เป็นโบสถ์คริสต์ ซึ่งเป็นของชาวอาเมเนี่ยน ชนเผ่าที่อยู่ในพื้นที่นี้มานานแล้วค่ะ อิหร่านเองก็มีประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์ราว 130,000 คน ทั่วประเทศ แต่ขอโทษนะดูไม่ออกหรอก นับถือไม่นับถือก็ต้องแต่งตัวเหมือนกันหมดคลุมตั้งแต่หัว จนเท้าเหมียนกัน
เห็นไม้กางเขนแล้ว คริสต์จริง ๆ นะ
แต่ถึงอย่างไรสถาปัตยกรรมก็ยังดูแขก ๆ อยู่ดีนั่นแหละค่ะ จริง ๆ แล้วลักษณะอะไรที่เป็นโดม ๆ เนี่ย ถือเป็นสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย ภายหลังที่ศาสนาอิสลามได้เข้ามาในดินแดนแห่งนี้ ก็ได้นำการออกแบบของเปอร์เซียไปเป็นต้นแบบการก่อสร้างสุเหร่า มัสยิด แทบจะทั่วโลกเลยก็ได้ค่ะ ก็เลยหายแปลกใจว่าทำไมขนาดโบสถ์ยังสร้างเหมือน ๆ กัน
ส่วนตรงนี้เป็นบริเวณที่จัดนิทรรศการ ที่นี่เค้าจะมีนิทรรศการให้นักท่องเที่ยวและคนทั่วไปดูถึงความโหดร้ายของชาวเติร์ก หรือตุรกีในปัจจุบัน ได้เข้ามาทำสงครามและเข่นฆ่าชาวอมาเนี่ยนเป็นจำนวนมาก ผู้ชายถูกฝังทั้งเป็น ผู้หญิงและเด็กถูกล่ามโซ่และปล่อยให้อดอาหารตาย . . . เป็นภาพที่น่าเศร้ามาเลยค่ะ
ที่ขึ้นชื่อที่นี่คงจะเป็นภาพเขียนเก่า ตามฝาผนังโบสถ์ค่ะ ถ้าไม่นับที่ลอก ๆ เนี่ย ถือว่าสียังสดอยู่มากเลยนะคะ
คริสต์แบบแขก ๆ การวาดภาพบนโมเสก แล้วนำมาต่อกันเนี่ย ถือเป็นศิลปะของอิหร่านเลยทีเดียว
ข้างในโบสถ์ยิ่งอลังการ มองไปบนเพดาน ก็เป็นภาพเกี่ยวศาสนา แต่ก็ไม่รู้ความหมายหรอกค่ะ ไม่ได้ศึกษามาทางนี้ แหะ ๆ
จบจากโบสถ์ คนขับรถก็คงตื่นแล้ว ขับรถมารับพวกเราตอนเกือบ 11โมง เป็นเหตุให้พี่แกโดนปลดกลางอากาศ หลังจากวันนี้เราจะได้นั่งรถอีกคันแล้วค่ะ พร้อมด้วยคนขับคนใหม่ . . .
จุดที่สองเป็นสะพานเก่า ชื่อว่าสะพานคาจู (Khaju Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Zayandeh ที่มีความยาว 105 ม. กว้าง 14 ม. เดิมกษัตริย์ Abbas ที่ 2 สร้างขึ้นเพื่อใช้ทอดพระเนตรกีฬาทางน้ำ ในปี 1650 ซึ่งก็มีอายุ 358 ปีแล้วในปัจจุบัน
นอกจากจะเป็นสะพานข้ามแล้ว ยังเป็นเขื่อนกั้นน้ำอีกด้วยนะคะ
ข้อเสียของที่นี่ก็คือ ตอนนี้มันใกล้เที่ยงแล้วค่ะ แต่ยังต้องใส่ชุดแขนยาว ขายาว คลุมผม เดินท่อม ๆ ไปในแดดนี่แหละ ขนาดไม่ร้อนเท่าบ้านเรา แต่ก็เหงื่อตกเหมือนกันค่ะ
จากที่นี่ก็ไปหม่ำข้าว ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับสถานที่ที่เราจะไปต่อค่ะ ไอ้ฉันก็ไม่รู้เล้ยยย ว่าที่ที่เราจะไปเที่ยวต่อเนี่ย ทำให้ฉันตกหลุมรักเมืองนี้สุด ๆ จนต้องยืมคำพูดของคุณกาญจนา หงษ์ทอง ว่า "หลงรัก อิหร่าน" แต่ฉันไม่ตกทั้งหมดหรอกนะ ฉันยกให้เมืองนี้เป็นเมืองที่ฉันถอนตัวไม่ขึ้นจริง ๆ
เดิมเมืองอิศฟาฮาน เคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านมาแล้ว สมัยที่กษัตริย์ Shah Abbas the Great เข้ามาปกครอง เมืองอิศฟาฮานรุ่งเรืองมากจนเกิดคำกล่าวอันโด่งดังสมัยศตวรรษที่ 16 ว่า "Esfahan is half of the world" ร่องรอยอารยธรรม และประวัติศาสตร์ถูกบันทึกไว้ในสถาปัตยกรรมสวยงามและชาญฉลาด หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งนี้ก็คือ Imam Square หรือ จตุรัสอิหม่าม ค่ะ ความกว้างใหญ่ของที่นี่เป็นรองแค่จตุรัสเทียนอันเหมินของจีน แต่ความสวยงามนั้นต้องบอกว่ากินขาด
ขนาดอันกว้างใหญ่ 83,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ 4 ด้าน ล้อมรอบจตุรัสไว้ด้านที่เห็นข้างบน เป็นด้านแรกที่พวกเราเข้าไปดู เป็นมัสยิดของกษัตริย์ค่ะ ชื่อว่า Shelkh Lotfllah Mosque สร้างในสมัยของ Shah Abbas ที่ 1เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ให้กับพระมเหสีอันเป็นที่รัก มัสยิดขนาดไม่ใหญ่มากสร้างด้วยกระเบื้องสีครีม ข้างในก็วิจิตรบรรจงมากทีเดียว
แค่ทางเข้าก็กินขาดแล้วค่ะ เสียดายที่ข้างในค่อนข้างมืด ก็เลยหารูปดี ๆ ไม่ค่อยได้
ภายในโดมห้องในสุดเป็นห้องสวดมนต์ของกษัตริย์ เมื่อมองขึ้นไปเราก็จะเห็นนกยูงค่ะ ดูออกหรือเปล่า คือว่ามันถ่ายยากมากเลยนะ เวลาแสงส่องเข้ามา แสงก็จะสาดไปเป็นรูปสามเหลี่ยม เหมือนนกยูงตัวผู้ที่มีหางยาวลงมาค่ะ ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่ตั้งใจสร้างอย่างนี้จริง ๆ
ศิลปะข้างในก็สวยมาก
ส่วนด้านขวามือของมัสยิด Shelkh Lotfllah เราจะเห็นสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์อีกแห่งที่เรียกว่า Imam Mosque หรือมัสยิดอิหม่าม ถือเป็นมัสยิดที่สวยที่สุดในโลกอิสลามเลยก็ว่าได้
มีขนาดที่ใหญ่กว่ามัสยิดแรก ถือเป็นส่วนของประชาชนค่ะ ใช้เวลาสร้างกว่า 4 ปี
ผ่านประตูเข้าไป ก็จะเจออีกหลายประตูเลยค่ะ
พื้นที่ในสิ่งก่อสร้างข้างหน้าเป็นที่ที่ใช้สำหรับสวดนำ เค้าสร้างโถงไว้สำหรับขยายเสียง สมัยก่อนไม่มีเครื่องขยายเสียง พอเราเดินเข้าไปจุดตรงกลางแล้วเปล่งเสียงออกมา เสียงเราก็จะดังเหมือนใช้เครื่องขยายเสียงเลยค่ะ เป็นการออกแบบสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์มาก ๆ คนคิดเนี่ยฉลาดจริง ๆ เลยค่ะ
ออกมาจากมัสยิดแห่งนี้ ก็มีโอกาสเดินเล่น ก่อนจะขึ้นไปบนอีกด้านนึงของจตุรัส ที่เป็นพระราชวังเก่าค่ะ
รอบ ๆ จตุรัสถือเป็นตัวแทนของการค้า ประกอบไปด้วยร้านรวงมากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นของสกัดดาวรุ่งนักท่องเที่ยวนั่นแหละค่ะ ฉันยังสอยของฝากมาจากที่นี่เลย
อาคารมีสองชั้น ชั้นสองเค้าก็ทำลายในโดมไม่ซ้ำกันเลยค่ะ
พอเดินมาถึงพระราชวัง All Qapu Palace ก็ต้องปีนบันไดขึ้น ที่นี่กำลังอยู่ในระหว่างบูรณะซ่อมแซมค่ะ ชั้นบนเป็นที่พักของราชอาคันตุกะจาก 19 ประเทศที่มาเยือนอิศฟาฮานในปี 1597 ซุ้มประตูที่ดูไม่มีอะไรเด่นเลย แต่กลับมีของดีซ่อนอยู่ค่ะ ลองนึกภาพห้องที่มีสี่เสานะคะ ถ้าคุณไปยืนที่มุมด้านนึง แล้วกระซิบกับมุมห้อง คนที่อยู่มุมตรงข้ามกับคุณก็จะได้ยินเสียงคุณ และคุณก็สามารถคุยตอบโต้กันได้ โดยไม่ต้องหันหน้าไปคุยกันเลย แค่กระซิบยังได้ยินเลย
เสียดายที่กล้องแบตหมดก็เลยได้ถ่ายมาอีกสองจึก
บนชั้นสามของพระราชวังเป็นระเบียงขนาดใหญ่ค่ะ เดิมกษัตริย์ใช้เป็นที่ทอดพระเนตรกีฬาโปโล แต่วันนี้ตรงนี้กลับเป็นจุดที่ทำให้เราได้เห็นทิวทัศน์ของจตุรัสในมุมสูงได้กว้างกว่าเดิม และสวยกว่าเดิม
เย็น ๆ ที่นี่จะเปิดน้ำพุ ชาวอิศฟาฮานจำนวนมากออกมาเดินเล่น อากาศเริ่มเย็นสบายแล้ว คนที่นี่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส หลายคนเข้ามาทักทายนักท่องเที่ยว วัยรุ่นที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ ก็เข้ามาถามว่าพวกเรามาจากไหน ชอบที่นี่ไม๊ และก็มีหลายคนถามว่าคิดอย่างไรกับอิหร่าน . . . ฉันก็บอกว่า ผู้คนอัศยาศัยดีมาก ฉันชอบที่นี่มาก และไม่เคยคิดว่าอิหร่านจะสวยงามขนาดนี้ . . . นั่นสิ ไม่รักได้ไง อิศฟาฮาน . . .
.
.
.
Fein^^
edit @ 25 Oct 2008 08:39:26 by ``Fein ` ๏_๏ ่':๏๏๏๏๛
edit @ 10 Feb 2009 10:18:00 by Fein
edit @ 15 Mar 2009 06:55:23 by Fein
น่าไปมากๆ
เค้าเรียก หมดตูด อิอิ
หรือเปล่า?
มันดูอลังการงานสร้างมากเลยนะคะนั่น
สุดยอดจริงๆค่ะ
#1 By Nancy อารมณ์ดี on 2008-10-17 16:33