อิหร่าน : มหาสมบัติ
posted on 19 Aug 2008 19:24 by fein in Travel-Othersกลับมาทำการบ้านที่ติดค้างไว้เนิ่นนานค่ะ อ่านอิหร่านตอนแรกได้ที่ http://fein.exteen.com/20080422/entry ค่ะ
13 เมษายน 2551
วันนี้เป็นวันสงกรานต์แล้วสินะ . . . แต่ที่นี่ไม่มีประเพณีสาดน้ำหรอก วันปีใหม่ไทย แต่ฉันกลับอยู่ที่เมืองแขก . . . ชื่นชมความงามของเตหะรานต่อไป . . .
.
.
ตื่นเช้ามาด้วยความงัวเงีย ฉันแก้ความง่วงด้วยการดื่มนมแพะอุ่น ๆ พร้อมสลัดอีกหนึ่งจาน เพิ่มพลังด้วยไข่ต้มอีกหนึ่งฟอง. . . ไม่ได้ลดความอ้วนหรอกนะ แต่ที่นี่เค้ากินสลัดเป็นอาหารเช้าจริง ๆ
.
.
โปรแกรมวันนี้คือชื่นชมสมบัติ . . . คุณเคยรู้ไหมว่าประเทศนี้ร่ำรวยสมบัติขนาดไหน อาณาจักรเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว ประเทศนี้นอกจากจะรวยบ่อน้ำมัน ยังมีทั้งโบราณวัตถุ โบราณสถาน แถมด้วยสมบัติเก่าของราชวงศ์เป็นกระตั๊ก . . . ประมาณจินตนาการได้ว่า วัน ๆ คงไว้เขวี้ยงเล่นได้
.
.
สถานที่แรก พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (Natianal Museum of Iran) ที่นี่เก็บสมบัติชาติที่เก่าแก่มากมาย แบ่งเป็นสองอาคาร คืออาคารแสดงวัตถุโบราณยุคก่อนศาสนาอิสลาม (Pre-Islamic Period) และอีกอาคารแสดงวัตถุโบราณหลังเกิดศาสนาอิสลามแล้ว (Post-Islamic Peirod) แต่วันนี้ได้ดูในอาคารแรกอาคารเดียวค่ะ เพราะอีกอาคารปิดซ่อมแซม . . .
ฉันเดินผ่านประตูโค้ง ศิลปะสไตล์เปอร์เซียยุคแซสซานิท (Sassanian Dynasty) หรือยุคที่สองของอาณาจักรเปอร์เซียที่อยู่ในช่วง คศ. 226–651 . . . เพื่อเข้าชมสารพัดวัตถุโบราณ ตั้งแต่ถ้วยชาม ไห แจกัน ลามจนไปถึงรูปแกะสลัก บันได เสา ภาพวาด ซากคน . . . เย้ย
. . .
ที่ห้องจัดแสดงแรก เต็มไปด้วยของเก่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ค่ะ ดินเผาอันนี้ขุดพบที่เมืองซูซา (Susa) เป็นของยุค 2nd Millennium B C แปลว่าสองพันปีก่อนคริสตกาลค่ะ ก็สรุปว่าย้อนหลังไป 4,000 ปี
.
ส่วนอันนี้เด็ดกว่า พบที่เมือง Damghan เป็นของในยุค สี่พันปีก่อนคริสตกาล หรือ 6,000 ปี มาแล้ว . . .
.
ส่วนอันนี้เป็นแผ่นศิลาจารึกที่เรียกว่า ศิลาจารึกของฮัมมูราบี (Hammurabi Stele) กษัตริย์คนแรกของบาบิโลน (บริเวณประเทศอิรัก ในปัจจุบัน) ผู้ขยายความยิ่งใหญ่ของอณาจักรทั่วดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotemia) บนศิลา จารึกกฎหมาย ที่เรียกว่า Hammurabi's Codes ถือเป็นกฎหมายแรก ๆ ของโลก เมื่อ 1800 ปีก่อนคริสตกาล . . . เห็นหน้าตาอย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่ของจริงนะคะ ถึงแม้ว่าจะถูกค้นพบในเมืองซูซา (Susa) ในประเทศอิหร่านเอง แต่ผู้ค้นพบเป็นนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส เค้าก็เลยขนกลับไปประเทศเพื่อศึกษาและแปล ปัจจุบันของจริงตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลุฟท์ (The Louvre Museum) ฝรั่งเศสนู่น . . . แล้วก็ทำของเลียนแบบขึ้นมาให้อิหร่านเก็บไว้ . . . เหอะ ๆ ๆ ฝรั่งเศสเนี่ยแสบจริง ๆ ว่าไม๊
.
ส่วนหินแกะสลักเท่าคนจริงอันนี้ ก็ขนมาจากเมืองเปอร์ซีโปลิส เมืองโบราณอายุ 2,500 ปี ที่เราจะต้องไปดูพรุ่งนี้
.
ส่วนอันนี้น่าสนใจมาก . . . Salt Man หรือคนดองเค็ม หุหุ . . . (ตั้งเองนะ) คนนี้ถูกค้นพบในเหมืองเกลือเมื่อปี ค.ศ. 1993 ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์มาก ทั้งผมทั้งเคราอยู่ครบ เศษโครงกระดูก แถมด้วยรองเท้าบูท เครื่องแต่งกายบางส่วน อาวุธหรือเครื่องมือที่เค้าใช้ กระทั้งไม้แคะหู เหอะ ๆ ๆ . . . จากการศึกษาทางโบราณคดีพบว่าชายคนนี้ตายลงเมื่ออายุ 37 ปี ความสูง 175 ซม. กรุ๊ปเลือด B เค้ามีอายุย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์ 1700 ปี มาแล้ว และเกลือก็เป็นส่วนช่วยในการรักษากระดูก ผม เครา และวัตถุอื่น ๆ ให้คงสภาพอยู่ได้ . . . .
.
ให้ดูแค่นี้พอแระนะ มีอีกหลายที่ เหอะ ๆ ๆ
.
.
จากนั้นเราก็ไปชมพิพิธภัณฑ์พรม พรมเปอร์เซีย เป็นหนึ่งผลงานที่ชาวอิหร่านภาคภูมิใจ พรมดี ๆ มีราคาหลายแสน เหมาะสำหรับมหาเศรษฐีไว้ปู อยากได้ซักผืนแต่ก็จนเกินไปที่จะซื้อมาปูเล่น เอิ๊ก ๆ ๆ ที่นี่มีสองชั้นค่ะ ชั้นแรกจัดแสดงพรมจากเมืองต่าง ๆ ในอิหร่าน มีทั้งผืนใหญ่ผืนเล็ก ลานตาไปหมด อันนี้ขออนุญาตใช้ภาพจากเวปไซด์ของพิพิธภัณฑ์นะคะ วันนั้นลืมเอากล้องลงจากรถ
. . .
ตัวอย่างนะคะ อันนี้เป็นพรมจากเมือง Kerman ทอเมื่อปลายศษตวรรษที่ 19 ด้วยใยฝ้าย และขนสัตว์ ทอด้วยจำนวน 40 ฝีเข็ม (เอาเป็นว่ายิ่งฝีเข็มยิ่งมาก งานยิ่งละเอียด)
ส่วนนี่เป็นรูปที่ขุดออกมาจากโทรศัพท์ . . . ดูไม่ได้เล้ยยย . . .
เอาเป็นว่าใครอยากดูพรม เข้าไปดูได้ที่ www.carpetmuseum.ir ได้ค่ะ
ครึ่งวันเช้าจบด้วยข้าวเที่ยง วันนี้เป็นปลาสเตอร์เจียน (Sturgeon) ปลาชนิดนี้พบได้ที่ทะเลแคสเปียนทางตอนเหนือของอิหร่าน ซึ่งทะเลสาบนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตไข่ปลาคาร์เวียร์ที่ดีที่สุดในโลก ก็ไอ้ปลาที่เอาไข่มาทำคาร์เวียร์เนี่ย ชื่อสเตอร์เจียนนี่แหละ ไม่รู้จะตั้งชื่อให้ต่างกันไปทำไมน้า . . . สับสน
ไอ้ปลาสเตอร์เจียนเนี่ยหน้าตาประหลาดชอบกล ตัวใหญ่ ๆ ใครอยากเห็นตัวจริงลองไป search ดูใน google ได้จ้า . . .แต่พอเอามาทำอาหารแล้วก็เหลือแค่เนี้ย . . . ปลาสามชิ้น กะมันฝรั่งสองชิ้น . . .
เนื้อมันจะหยาบ ๆ หน่อย คล้าย ๆ เนื้อไก่ แต่นิ่มกว่า อืม ปลาย่างบีบเลมอนลงไปหน่อยอร่อยมาก ๆ โดยเฉพาะเวลาหิว +555 กินกับเนี่ย . . .
สลัด . . . อาหารประจำชาติ หุหุ
.
หนังท้องตึง หนังตาหย่อน แต่หวังว่าตาคงจะเปิดปิ๊ง ๆ เมื่อได้ไปสถานที่ต่อไป . . .
บ่ายนี้จะเข้าไปดูคลังสมบัติของราชวงศ์เปอร์เซีย แต่เดี๋ยวนี้เค้าเรียกชื่อใหม่ "คลังสมบัติชาติ" (Treasury of National Jelwels) เพราะราชวงศ์ไม่มีแล้ว โดนยืดอำนาจตั้งแต่สมัยปฏิวัติอิสลาม สมบัติพวกนี้เก็บไว้ที่ธนาคารแห่งชาติอิหร่าน (Central Bank of The Islamic Republic of Iran)
การเข้าเข้มงวดมาก เปิดให้เข้าแค่ัวันละ 2 ชั่วโมงเอง คนต่อคิวยาวเป็นหางว่าว ห้ามพกอุปกรณ์ใด ๆ เข้าไป ดังนั้นกล้องก็เอาเข้าไม่ได้ ต้องฝากไว้ข้างหน้า การป้องกันแน่นหนา ห้องจัดแสดงเหมือนอยู่ในตู้นิรภัยขนาดใหญ่ ประตูหนาเป็นฟุต เหอะ ๆ ๆ
แต่พอเข้าไปต้องบอกว่าเค้าก็ทำถูกแล้วล่ะที่ป้องกันขนาดนั้น สมบัติตระการตามาก ๆ ดูจนตาลาย ลายตา มีทั้งเพชรพลอยที่นำมาทำเครื่องประดับแล้ว และแบบที่เป็นเม็ดเปล่า ๆ ขอบอกว่าที่่เป็นเม็ด ๆ น่ะ จัดแสดงในถาดเป็นกอง ๆ ทั้งแดง เขียว เหลือง ขาว ฟ้า เดากันเอาเองละกันว่าเป็นอะไร +555
ดูเสร็จต้องแจ้นไปซื้อโปสการ์ดมาหนึ่งชุด ประกอบไปด้วยภาพ 50 ภาพ เพราะเป็นอย่างเดียวที่มีรูป ถึงฝีมือถ่ายจะออกแนวห่วย . . .
ไปนิดนึง แต่ก็พอเอามาประกอบได้นะ ลองดูละกันค่ะ (แต่เลือกมาแค่ 16 ภาพน่อ)
ไฮไลด์ของที่นี่คงจะเป็นนี่ค่ะ The Darya-e Noor Diamond หรือ Sea of Light Dimond
ความพิเศษของมันก็คือ เป็น Pink Dimond ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หนัก 182 กะรัต หรือ 36.4 กรัม ที่จริงเพชรเม็ดนี้ได้มาจากประเทศอินเดีย ตอนที่จักรวรรดิเปอร์เซียขยายอำนาจไปถึงอินเดีย ประมาณว่าไปรบชนะก็เลยยืดมา ว่างั้นเหอะ ที่จริงมันจะมีเพชรคู่ กับ Sea of Light ก็คือ Mountian of Light หรือ Koh-e Noor เป็นเพชรที่ได้มาจากอินเดียในคราวเดียวกันในปี 1739 แต่เพชรเม็ดนี้กลับตกไปอยู่ในมือของ บริษัท East India และในที่สุดก็ตกไปถึงมือของ Queen Victoria ของราชวงศ์อังกฤษ คงเหลือเพียงแต่ Sea of Light ที่ตกทอดมาในราชวงศ์เปอร์เซีย
ดูในรูปไม่ค่อยจะเห็นสีชมพู อันเนื่องมาจากโปสการ์ดห่วย . . .
ถ้าอยากรู้รายระเอียด ดูรูปเพิ่มเติม เชิญที่นี่เลยค่ะ http://en.wikipedia.org/wiki/Darya-ye_Noor
อ้อ . . สนใจเรื่องเพชรใหญ่ ๆ ตามลิงค์นี่เลยค่ะ http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_famous_diamonds
มาดูอันอื่นกันต่อ . . . .
อันนี้เป็นมงกุฎ ประดับด้วยเพชร ทับทิม มรกต ไข่มุก ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1967 เป็นของจักรพรรดินีฟาราห์ (Empress Farah of Iran) ชายาของกษัตริย์ราชวงศ์ปาละวีคนสุดท้าย กษัตริย์มูฮัมหมัด เรซ่า ซาร์ (Muhammad Reza Shah) ประกอบไปด้วยมรกตมากว่า 38 ชิ้น, ไข่มุก 105 เม็ด, ทับทิม 34 ชิ้น, และเพชร 1,469 เม็ด มงกุฎหนัก 1.481 กิโลกรัม
เข็มกลัดรูปนก ทำด้วยเพชร และประดับทับทิมที่ตา
เชิงเทียน อันนี้เป็นเชิงเทียนที่ใช้สำหรับตั้งข้าง ๆ ที่นั่งของกษัตริย์เวลาออกว่าราชการ สูง 40 ซม และหนักถึง 5 กิโลกรัม
ส่วนอันนี้เค้าเรียก Incense Burner ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไรเหมือนกัน เป็นที่ให้จุดให้เกิดกลิ่นหอม (ใครรู้บอกด้วยนะคะ)
อันนี้ฮือฮาเหมือนกัน เป็นลูกโลกจำลองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 45 ซม และสูง 110 ซม ที่ทำจากจิเวลลี่ล้วน ๆ ทำเสร็จในปี ค.ศ. 1874 ด้วย อัญมณีทั้งหมด 51,363 ชิ้น ตัวโลกและฐานทำจากไม้ แล้วติดแผ่นทอง ส่วนที่เป็นทะเล มหาสมุทร ประดับด้วยมรกต ส่วนประเทศต่างๆ ประดับด้วยทับทิมและเพชร
The Kiani Aigrette (Aigrette = เครื่องประดับสำหรับติดที่หมวก) ที่ประกอบไปด้วยอัญมณีล้ำค่าหลายชนิด เห็นเป็นเหมือนเข็มกลัดติดหมวกแบบนี้ แต่ความจริงเครื่องประดับชิ้นนี้อันใหญ่พอควรเลยค่ะ ด้วยความสูง 20.5 ซม หรือประมาณ 8 นิ้ว เลยทีเดียว
คนโท เครื่องเคลือบสีเขียว ประดับด้วยไข่มุก ทับทิม และเพชร
อะไรเอ่ย . . . ชิ้นนี้ชิ้นใหญ่เหมือนกันค่ะ เพราะมันเป็นโล่ห์ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ประดับด้วยเพชร มรกต และทับทิม (ถามจริง อยากรู้ว่าจะกล้าเอาไปออกรบหรือเปล่าเนี่ย
)
ส่วนอันนี้เป็นกุหลาบเหลือง ทำจากโอปอลและเพชรค่ะ
เข็มกลัดรูปโบว์สีแดง สมัยปลายศตวรรษที่ 19 ทำจากทับทิม และ เพชร
ดูยังไงก็เหมือนที่ตั้งไข่ แต่เค้าบอกว่าเป็นที่ตั้งถ้วยกาแฟ ทำด้วยทองคำขาวเคลือบทอง ประดับด้วยเทอร์คอยค่ะ สมัยก่อนแก้วกาแฟจะทำจากเครื่องแก้วจีน เป็นรูปทรงไข่ ส่วนกาแฟก็จะให้เสริ์ฟหลังอาหาร
อันนี้เป็นเครื่องประดับติดหมวกอีกอันหนึ่ง ที่ทำจากเทอร์คอย และเพชร เทอร์คอยอันปลายของรัศมีแกะสลักเป็นรูปของกษัตริย์ Nasser-ed-din Shah
กล่องนี้ทำจากมรกต 92 ชิ้นค่ะ
สร้อยคอ มรกตใหญ่มาก ทำในปี 1967
อันนี้เป็นคนโท และ อ่างสำหรับล้างมือ . . . ที่เค้าว่าล้างมือในอ่างทองคำเนี่ย มันเป็นเช่นนี้นะเอง
พอหอมปากหอมคอนะคะ
จากเมื่อวานที่ฉันอดดูพระราชวังโกเลสตาน วันนี้ไกด์เกิดอยากทำคุณไถ่โทษ พวกฉันก็เลยได้ไปชมพระราชวังโกเลสตานสมใจ แต่ . . . ไปแบบเข้าไม่ได้ ได้แต่เกาะรั้วชะเง้อไปชะเง้อมา พี่ยามเค้าสงสาร ก็เลยให้เข้าไปนิดนึงเพื่อถ่ายรูปไกล ๆ (ขอบอกว่าไกลจริง ๆ ค่ะ)
อีกชื่อหนึ่งของพระราชวังนี้ก็คือ Rose Garden Palaceแต่ฉันไม่ยักกะเห็นสวนกุหลาบซักกะแอะ จากหน้าประตู

แต่แล้วฉันก็เห็นกุหลาบจนได้ มันติดอยู่ที่โมเสกตามรอบ ๆ พระราชวังนั่นเอง สถาปัตยกรรมแบบนี้แทบจะเห็นทั่วไปในอิหร่าน โมเสกแต่ละชิ้นแต่ละสี จะถูกนำมาวาดเป็นรูป แล้วนำมาประกอบต่อกันเป็นรูปใหญ่ เหมือนทำจิ๊กซอว์ยังไงอย่างนั้น
นี่ไง กุหลาบที่ฉันสามารถมองเห็นได้จากการซูมกล้อง
(ตอนยืนดูมันมองไม่เห็นง่ะ) เห็นงี้ อายุพี่เค้า (พระราชวัง) 400 ปีแล้วนะจ๊ะ ถ่ายรูปได้มา 3 จึ๊ก ฉันก็ต้องมีอันจาก . . . หมดสิทธิ์ดู เพราะวันนี้กลางคืนต้องบินไปเมืองชีราช . . . เศร้าชะมัด . . .
แต่ก็เศร้าไม่นานหรอก ออกจากจุดพระราชวังโกเลสตาน พวกฉันก็ตื่นตาตื่นใจกับย่านร้านค้าของชาวเตหะราน . . . สาวตาคม หนุ่มหน้าเข้ม เดินกันขวักไขว่ พวกฉันเหมือนหลุดเข้าไปในโลกประหลาด ที่ตัวเองเป็นตัวประหลาดไปซะงั้น . . . แหม แต่ถ้าเขียนวันนี้มันก็จะยาวไปนะจ๊ะเพื่อน ๆ ขอแบ่งไปเขียนคราวหน้าก็แล้วกัน. . .
จบดื้อ ๆ . . . เที่ยวต่อรอบหน้าค่ะ . . .
Fein ^^
edit @ 10 Feb 2009 10:21:08 by Fein
edit @ 15 Mar 2009 06:57:05 by Fein

ภาพสวยจัง โดยเฉพาะเพชรพลอย อลังการมากๆ
#1 By จั่นเจา on 2008-08-19 20:33