เที่ยวไร่ไวน์กันเถอะ
posted on 01 Mar 2006 21:22 by fein in Travel-Europe
Edit บางรูปใหม่ค่ะ ว่าจะ Edit ใหม่หมด แต่บางรูปหาไม่เจอแล้วอ่าาา ก็เลยทิ้งไว้งี้ก่อนละกันนะคะ เล็กๆ ใหญ่ ๆ
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
เอาเป็นว่า ตามคำสัญญาก็แล้วกันค่ะ....
เขตที่ฝ้ายอยู่ก็จะเป็นเขตทางด้านเหนือของ Black Forest ที่นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องป่าสีดำน่ากลัว ถ้าใครได้ดูเรื่อง Brüder Grimm (Brother Grimm) ก็คงจะพอนึกออก เพราะที่นี่เป็นฉากเล่าเรื่องราวของบรรดานิทานทั้งหลายของพวก Grimm เค้าหล่ะ แต่วันนี้ที่จะมาเล่าเนี่ยไม่ใช่เรื่องป่าดำหรอกค่ะ แต่เป็นเรื่องของไร่ไวน์ต่างหาก
หลายคนคงจะสงสัยว่าทำไมเป็นไวน์ ไม่เป็นเบียร์ เพราะเยอรมันเค้าขึ้นชื่อทางด้านเบียร์มาก ๆ ใช่ไม๊หล่ะ จะเฉลยให้ว่าเยอรมันเค้าก็มีไวน์เยอะเหมือนกันค่ะ แถมแคว้น Baden Würtemberg เป็นแคว้นที่อยู่ติดกับประเทศฝรั่งเศส เมือง Gengenbach ที่ฝ้ายอยู่ สามารถนั่งรถไฟไปเมืองชายแดนฝรั่งเศส Strasbourg โดยใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นค่ะ แถมเป็นรถไฟธรรมดาไม่ใช่รถไฟด่วนด้วยนะคะ จึงไม่แปลกที่เราจะรู้จักคนเฒ่าคนแก่หลาย ๆ คนที่นี่ ย้ายมาจากประเทศฝรั่งเศส หรือแม้แต่เพื่อนบางคนก็เป็นฝรั่งเศส แต่ก็มาเรียนที่นี่ คนแถวนี้บางบ้าน เค้าก็จะมีบ้านพักอยู่ในฝรั่งเศสด้วย แถมแถบนี้เป็นภูมิประเทศที่เหมาะแก่การปลูกไวน์มาก ๆ
จำได้ว่าครั้งแรกที่มาอยู่ที่นี่ก็เริ่มเรียน Summer Course ที่เป็นคอร์สภาษาเยอรมัน ทางมหาลัยฯ ก็จะมี Excursion ทุก ๆ weekend เลยค่ะ ประมาณ week ที่ 3 เค้าก็จะพาไปดูไร่ไวน์ แต่ไม่ได้พาไปดูใน Gengenbach หรอก (จะพาไปทำไม ไปดูเองก็ได้) ที่พาไปเนี่ยเป็นแหล่งปลูก แล้วก็ผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมันที่เมือง Durbach ค่ะ
จุดนับพบตอนเช้าที่ LOK, Offenburg ค่ะ แล้วพวกเราก็เดินทางกันด้วยรถบัสไปถึง Dubach ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ จากนั้นพวกเราก็เริ่มเดินเท้า จุดหมายแรกคือชมไร่ไวน์ แล้วก็เดินขึ้นไปทานอาหารกันที่ Schloss Staufenberg ค่ะ (Staufenberg Castle)
อากาศวันนั้นก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายค่ะ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก รูปภาพบางรูปมันก็ดูครึ้ม ๆ ไปด้วย
แต่ยอมรับว่าอากาศดีมากค่ะ สดชื่นมาก ดูไร่ไวน์เขียว ปลูกเป็นแถว ๆ สวยมากเลยค่ะ ที่นี่จะปลูกองุ่นหลายพันธุ์ ไว้สำหรับทำทั้งไวน์ขาว ไวน์แดง แล้วก็ไวน์สีกุหลาบ ระหว่างทางก็นะ ก็แอบเด็ดกินไปตลอดทาง ทานแบบสดๆ องุ่นหวานมากค่ะ (แต่ไม่ใช่ฝ้ายคนเดียวนะ แบบว่ากินกันทุกคนน่ะ) อ้อ ลืมบอกไป องุ่นที่นี่เค้าจะเรียกว่า Trauben ค่ะ ส่วนที่ไว้ทำไวน์ ก็เรียกว่า Weintrauben
เดินไประหว่างทางมันก็จะมีบางจุดที่เป็นต้นเกาลัดค่ะ ก็จะมีลูกเกาลัดหล่นตามทางเหมือนกัน เป็นลูกขนปุย ๆ แบบนี้ ตอนแรกก็สงสัยว่าลูกอะไร ก็เลยกระทืบเล่น ..... โหดไม๊ แบบว่าอยากให้รู้ว่าข้างในมันเป็นยังงัย พอมันหลุดออกมาก็เป็นเม็ด ๆ แบบเกาลัดนั่นแหละค่ะ
เดิน ๆ ไปก็มองเห็นปราสาทแล้วค่ะ ที่พวกเราจะแวะไปทานข้าวกัน ภูเขาที่พวกเรากำลังเดินขึ้นชื่อว่า Staufenberg (berg = ภูเขา) ดังนั้นปราสาทที่ตั้งอยู่บนภูเขาลูกนี้ก็เลยมีชื่อเดียวกับภูเขาค่ะ
ขึ้นมาถึงแล้วท้องร้องจ๊อก ๆ เลยค่ะ จากจุดนี้เราสามารถมองวิวข้างล่างได้กว้างมากค่ะ เห็นทั้งไร่ไวน์ แล้วก็เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านล่างด้วย
วันนั้นสมาชิกคนไทยเราก็มีแค่ 4 คนค่ะ นอกนั้นก็เป็นเพื่อน ๆ ชาติอื่น
ขึ้นมาถึงแล้ว ข้างบนก็จะเป็นร้านอาหาร ใครที่ไม่ได้พกพาข้าวกล่องมาก็เข้าไปสั่งได้ค่ะ แต่ก็ค่อนข้างแพงนะ ส่วนฝ้ายเหรอ กินข้าวผัดแกงเขียวหวานที่เป๋าทำให้ ก็ง่ะเป๋าชอบทำอาหารก็ต้องทำให้สิ เหอะ ๆ พออิ่มแล้ว พวกเราก็เดินลงไปที่ผลิตไวน์ ที่นี่เค้าผลิตไวน์ภายใต้แบรนด์ Durbacher ไกด์ของที่นี่ ที่เป็นเจ้าของไร่ไวน์ด้วย หล่อด้วย เค้าก็ทำหน้าที่บรรยายเรื่องการผลิตไวน์ค่ะ แล้วก็ชนิดของไวน์ แต่ละประเภท จากนั้นก็พาเดินดูโรงบ่มไวน์ ถังไวน์ที่นี่ก็จะเป็นถังไม้หน้าตาเหมือน ๆ กันค่ะ อยู่ในห้องใต้ดิน ซึ่งมันก็ชื้นพอสมควรนะ เรียงกันเป็นแถวๆ แต่ที่น่าสนใจก็คงจะเป็นไวน์ถังนี้ค่ะ
ถ้าเป็นรูปนกอินทรี ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเยอรมัน กับสัญลักษณ์ของนาซี ก็คงจะหมายถึงใครไปไม่ได้นอกจากฮิตเลอร์ ถังนี้ก็เป็นไวน์ที่ผลิตให้ฮิตเลอร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั่นเองค่ะ (ถ้าสะกดชื่อฮิตเลอร์ผิดก็ขอโทษด้วยนะคะ)
จากนั้นก็ถึงเวลาที่ฝ้ายและผองเพื่อนรอคอยกันมาทั้งวัน Weinproben ค่ะ die Proben (N.), probieren (V.) เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า test ค่ะ พวกเราก็เข้าไปนั่งในห้องของร้านอาหารข้างหน้าโรงบ่มไวน์ค่ะ คุณเจ้าของเค้าก็จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็แจกกระดาษ 1 แผ่น เป็น list ชื่อไวน์แล้วก็ปีที่ผลิตค่ะ แล้วก็มีบอกด้วยว่าอันไหนเป็น Golden, เป็น Sliver หรือเป็นแบบธรรมดา จากนั้นเค้าก็แจกขนมปัง ก็สงสัยเอามาทำอะไร แล้วก็ทยอยเอาไวน์มาให้ลองค่ะ ลองครั้งนึงก็ 0.1 ลิตรค่ะ แต่ถ้าใครจะเอาเยอะกว่านั้นก็ไม่ว่านะคะ เค้าจะให้แก้วสองแล้ว แล้วก็รินสลับ ๆ กันไป .....
แต่ด้วยความที่อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ดื่มไวน์ ตอนนั้นก็เลยคออ่อนมาก ๆ เจอไป 5 แก้วก็เริ่มสปีดช้าแล้วค่ะ จนพนักงานในร้านที่เป็นคนรินเนี่ย เค้าก็เดินมาดูหลายรอบ แบบว่า อะไรยังไม่หมดอีกเหรอ เค้าก็แนะนำว่าให้กินกับขนมปัง จะได้ไม่เมาเร็ว (อ๋อ อย่างนี้นี่เอง) ก็ซัดขนมปังไป แล้วก็กินต่อ สรุปวันนั้น 10 กว่าแก้วได้มั๊ง ออกมาเมาแอ๋ ดูเพื่อน ๆ ก็หน้าแดงไปตาม ๆ กัน แถมฝรั่งบางคนก็พลอยแดงไปกะเค้าด้วย 10 กว่าแก้วเนี่ย ก็ปาเข้าไปสิตรกว่า ๆ แล้วนะเนี่ย แต่ดีที่ว่าอากาศที่นี่มันเย็น ๆ ก็เลยต้องออกมาตาก ลม ดื่มน้ำซักพัก แล้วก็กลับกันแล้วค่ะ แต่โชคดีที่ขากลับรถมันอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ไม่งั้นคงแย่แน่
อันนี้ให้ดูเปรียบเทียบนะคะ นี่เป็นรูปไร่ไวน์ของ Gengenbach ตอนที่ไปครั้งแรกค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าเมืองเราไม่มีไร่ไวน์ (ด้านหลังนะคะ) ไปกับพวก senior แล้วก็เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน
แล้วก็มีช่วงฤดูใบไม้ร่วงมันก็เหลือง ๆ แบบนี้
พอฤดูหนาวมันก็เหี่ยวขนาดนี้แหละค่ะ
ส่วนเทศกาลของที่นี่มันก็จะมีเรื่องไวน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างช่วง Weinfest หรือเทศกาลไวน์ของที่นี่ เราก็จะได้ดื่ม NauWein หรือว่า New Wein เป็นไวน์หมักใหม่ค่ะ รสจะหวาน ๆ อร่อยมาก ๆ จะมีช่วงเดือนกันยายนของทุกปีค่ะ แต่ก็ดื่มแล้วเมานะ ใครคิดว่าไวน์ใหม่แล้วแอลกอฮอล์น้อยละก็ต้องไปลองพิสูจน์ที่เยอรมันกันเองค่ะ แล้วก็พอช่วงคริสมาสต์ เค้าก็จะเอา กรูไวน์มันคือไวน์ของกรู... เอ๊ยไม่ใช่ ... แบบว่ามันเป็นไวน์แดงร้อนค่ะ ไว้ดื่มช่วงหนาว ๆ ช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้น นี่ก็แรงเหมือนกัน ลงชื่อว่าไวน์ล่ะก็ไม่ต้องคิดเลยว่าจะไม่เมา .... เอ หรือเป็นเพราะว่าเราคออ่อนป่าวหว่า....
Fein
edit @ 2006/03/01 21:43:13
edit @ 10 Feb 2009 12:05:31 by Fein

#1 By คนเถื่อน on 2006-03-01 21:41