เมื่อฉันเปิดหนังสือนิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง ภาพความสวยงามของประเทศนี้ก็หลั่งไหลพร่างพรูเข้ามาในใจ

เป็นวินาทีที่อยากรู้จัก อยากทักทาย . . . ถึงแม้ว่าการเสพ CNN ของฉันจะทำให้ภาพร้าย ๆ ของประเทศนี้กลับมาอยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิรัก-อิหร่าน, ภาพของอาวุธนิวเคลียร์, สงคราม, สาวน้อยนกเพนกวิน, รวมไปถึงการเชื่อมโยงระหว่างนักศึกษาอิสลามหัวรุนแรงกับเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ . . .

มันทำให้ฉันไม่ประมาท หันไปเพิ่งบริการของบริษัททัวร์ แทนการแบกเป้ . . . และคิดว่าเค้าคงรู้จักประเทศนี้ดีกว่าฉัน

รวบรวมพลพรรคได้ 4 คน ไอ้ตูดสุดที่รัก + น้าอีกสองคน คนนึงเป็นอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ส่วนอีกคนเป็นข้าราชการ กทม. ที่ตกหลุมเรา อิอิ

ฉันใจจดใจจ่อ กับการท่องเที่ยวครั้งนี้อย่างมาก เพราะเดาว่ามันคงเปิดโลกทัศน์ของฉันไปสู่สิ่งที่ไม่คุ้นเคย . . . และหวังว่ามันคงทำให้ฉันรู้จักมันดีขึ้น

วันที่ 12 เมษายน 2008

วันนี้ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่หัวรุ่ง อาบน้ำ แล้วลากกระเป๋าใบขนาดย่อม สำหรับเดินทางเจ็ดวัน ไม่ลืมที่จะพกผ้าสำหรับคลุมผมไปด้วย เพื่อจะเป็นเพื่อนซี้สนิทแนบชิดกันตลอดทริป . . .

พลพรรครวมตัวกันพร้อมออกเดินทาง กรุ๊ปทัวร์นัดเราหกโมงเช้าที่สุวรรณภูมิ . . .

เมื่อเจอคลื่นคนในสุวรรณภูมิ ได้แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีคนสนใจประเทศนี้ขนาดนี้ . . .

เฉพาะทัวร์ของฉัน 4 กลุ่ม กลุ่มละ 25 คน รวมเป็น 100 คน ทัวร์อื่น ๆ อีก ไม่รู้อีกกี่ทัวร์ มันทำให้เครื่องบินลำยักษ์ของสายการบิน Mahan Air สายการบินเดียวของอิหร่าน แน่นขนัดไปด้วยคนไทย มีเพียงชาวอิหร่าน 3-4 คน เท่านั้นเอง . . .

เครื่องบิน บิน 6 ชม. สู่เมืองเตหะราน (Tehran) เมืองหลวง และเมืองเดียวที่มีสนามบินนานาชาติ . . . แอร์โฮสเตสสาวสวย และสจ๊วตหนุ่มหล่อ หน้าเข้ม ทำงานด้วยหน้าตาสุดเซ็ง เมื่อพวกเราขอนู่นขอนี่ถี่ ๆ เข้า . . . จะว่าไปประเทศไทยมี Service Mind มากกว่าเยอะ ฉันสะดุ้งตื่นไปสองครั้ง เมื่อพี่ที่นั่งข้างหน้าวี้ดวาย . . . เอ่อ . . แอร์สาว ทำหน้าแข็งกระเด็นไปใส่พี่เค้า . . . ส่วนอีกครั้งกาแฟ หกรด พี่อีกคน ที่นั่งถัดไปข้างหลังสองที่ . . . แอร์ประเทศนี้โก๊ะมั๊ก ๆ อ่า . . .

ปรากฎว่าเราเดินทางช้ากว่าเวลาที่กำหนด 2 ชั่วโมง บนเครื่องบิน เราบินไป 8 ชั่วโมง ซึ่งไกด์ก็บอกแต่ว่าไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมบินนานขนาดนี้ ฉันได้แต่นั่งเซ็ง มองวิวข้างหน้าต่าง . . . มันเป็นวิวที่แปลกมาก เหมือนทะเลโคลนสีน้ำตาลอยู่ข้างล่าง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวจั๊ว สลับกับวิวภูเขาโล้น ๆ ที่เหมือนไม่มีต้นไม้ . . . เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนเจอของจริง อิอิ

ก่อนลงจากเครื่องบิน ทุกคนหยิบผ้าคลุมขึ้นมาคลุมผมอย่างรู้งาน . . . ขั้นตอนในการเข้าประเทศเป็นไปอย่างเชื่องช้า สุดเซ็ง มีการแยกหญิงชาย ณ จุด Security Check ส่วนจุด Passport Check ก็ช้าเป็นเต่าคลาน สังเกตุดูดี ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าชื่อพวกเรามันยาว แล้วก็ยากล่ะมั๊ง เค้าถึงพิมพ์แล้วพิมพ์อีก ไม่เสร็จซักกะที ประเทศเปิดใหม่ ก็ต้องทำใจเรื่องความสะดวกสบายนิดนึงค่ะ

กว่าจะผ่านด่านมาได้หนึ่งชั่วโมงผ่านไป . . . รับกระเป๋า แล้วต้องมีจุดเช็คกระเป๋าอีก ระหว่างต่อคิวชุลมุน . . . เจ้าหน้าที่ชาวอิหร่านก็กวักมือเรียกฉัน "Go Go Go" ปรากฎว่าฉันไม่ต้องเช็คกระเป๋า เดินผ่านไปได้เลย +555 น้าที่เข้าไปก่อนเค้าก็รอกระเป๋าตรงเครื่องแสกน แต่ฉันกลับเข็นเข้าไปทั้งรถ

"เอ๊ะ ฝ้าย มาได้ไงเนี่ย"

"เค้าให้ไปเลยไม่ต้องแสกนอ่ะ"

"อ้าวเหรอ . . . สงสัยหน้าตาเหมือนล่ะสิ เค้าคงคิดว่าเป็นสาวอิหร่าน"

เอออ ก็ดีเนอะ สาวอิหร่านก็จมูกโด่ง ตาโต หน้าเข้ม สวยดีนินา หุหุ

.

.

.

ออกมาปะทะสายลมนอกสนามบิน เตหะราน ต้อนรับเราด้วยวิวทะเลทราย แดดเปรี้ยง แต่ลมเย็นสบาย อุณหภูมิประมาณ 20 องศา สบ๊ายสบาย ลืมอากาศร้อนอบอาวของกรุงเทพไปซะถนัด . . .

บ่ายสองแล้วพวกเราเพิ่งจะออกจากสนามบิน ใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงถึงจะเข้าตัวเมืองเตหะราน นั่นแหละ ทำให้เราชวดที่จะเข้าชมพระราชวัง โกเลสตาน (Golestan Palace) เพราะมันปิดบ่ายสาม แง่ว ๆ ๆ

ไกด์ก็เลยแจกอาหารเที่ยงแก้โมโหหิว . . .

เป็นขนมปังฝรั่งเศลไส้แฮมไก่กะผัก อันใหญ่ซะขนาดนี้ แล้วก็แก้ขัดด้วยการพาไปชมพระราชวังหลวง (Sa'Abad Palace) แทน . . . น้าสาวกะตูดหมา บ่นอุบ . . .

เข้ามาถึงตัวเมืองเตหะราน ฉันสังเกตเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่แปลกประหลาด อย่างเช่น รถเมล์เก่า ๆ คันนึง จะมีหญิงชาวอิหร่านนั่งด้านท้ายรถ ส่วนหนุ่ม ๆ นั่งหน้า ที่นี่มีระบบแยกหญิงชายอย่างชัดเจน เพราะตามหลักศาสนา หญิงชาวมุสลิมจะต้องปิดบังความสวยของตนเองก็ตั้งแต่ผมลงมายันเท้านั่นแหละ ไม่ให้ชายคนใดได้เห็นนอกจาก พ่อ พี่ชาย น้องชาย ซึ่งเป็นคนในครอบครัว และสามีเท่านั้น เป็นการป้องกันไม่ให้หญิงชายที่ไม่ใช่ญาติและแฟนใกล้ชิดกันว่างั้นเหอะ . . . ประเทศที่เคร่ง ๆ บางประเทศผู้หญิงยังต้องใส่หน้ากากเหล็กด้วยนะ ทำเป็นเล่นไป แต่ฉันไม่เห็นที่อิหร่าน

สาวที่นี่ใส่ชุดดำซะเป็นส่วนมาก แต่ก็เปิดแขนนิดนึง เปิดผมนิดนึง โดยเฉพาะวัยรุ่น ใส่เสื้อคลุมยาวเกือบถึงเข่า เป็นชุดเข้ารูปนิดนึง อีกต่างหาก . . . บางคนถ้าเคร่งมาก ๆ ก็จะใส่แชโดว์ (Shadow) ที่แปลว่าเงา ทับอีกที อันนี้ที่ฉันเรียกว่าสาวน้อยนกเพนกวินน่ารักไปอีกแบบ อิอิ

เมืองที่นี่เต็มไปด้วยมลภาวะโดยเฉพาะทางรถยนต์ รถยนต์เก่า ๆ หลายคันแล่นผ่านไป ส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อ เปอร์โย ของฝรั่งเศส เป็นรถยนต์ยี่ห้อแรกที่เข้ามาทำตลาดที่นี่ นอกจากนั้นก็มีโตโยต้าอย่างบางตา บางยี่ห้อเป็นของอิหร่านเอง รถที่นี่เก่ามาก ๆ รถมอเตอร์ไซด์ก็จะมีหน้ากากพลาสติกตั้งขึ้นมา คงกันฝุ่นกันทรายละมัง . . .

การจราจรแทบจะชนกันตาย คนข้ามถนนก็ต้องข้ามแบบ กุไปละ เดี๋ยวรถก็หยุดให้เอง คนที่นี่ก็จะบีบแตรกันสนั่นเมือง เหอะ ๆ ๆ ทั้งบีบไล่รถกันเอง และบีบไล่คนเดินข้ามถนน

บ้านเมืองดูเก่า ๆ โทรม ๆ ซะเป็นส่วนมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีบ้านใหม่ ๆ เลย ทางที่ดูร่มรื่นที่สุดคงจะเป็นถนนที่มุ่งหน้าไปพระราชวังหลวง สะอาดและสวยด้วยต้นเมเปิลสองข้างทาง

.

.


พระราชวังหลวง (Sa' Abad Museum) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปซะแล้ว ที่นี่จะประกอบไปด้วย 18 ตำหนัก ซึ่งทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไปเกือบทั้งหมด อากาศที่นี่เย็นมากขึ้น ฉันดึงปลอกแขนมาใส่เพิ่มความอุ่น กระชับผ้าคลุมผมอีกครั้งแล้วเิิดินผ่านประตูเข้าไปยังสวนสวย สนามหญ้าเขียว ๆ แซมด้วยดอกหญ้า สีเหลือง สีขาว สลับกับแปลงปลูกดอกผีเสื้อ แค่สนามฉันก็ชอบซะแล้ว เสียดายไม่มีเวลามากนัก ไม่งั้นคงจะไปนอนกลิ้งให้ ยาม ด่าเล่น อิอิ พาลนึกไปถึงสวนฤดูใบไม้ร่วงในเบรอยด์ เยอรมัน ที่ฉันลองไปนอนกลิ้งมาแล้ว ที่นี่คงนอนสบายกว่าตอนนั้นละมัง คงไม่มีใบไม้แห้งติดหัวเต็มไปหมดแบบคราวก่อน หุหุ

 

.

พระราชวังนี้เป็นวังของราชวงค์สุดท้ายของอิหร่าน ชื่อ ราชวงศ์ Pahlavī (ปาละวีห์) ซึ่งถึงคราวต้องหลุดจากบัลลังค์ไปเมื่อสามสิบปีก่อน เนื่องจากการปฏิวัติอิสลามของ "โคไมนี"่ ผู้เป็นฮีโร่ของชาวอิหร่านตลอดกาล

ข้างหน้านี้เป็นตำหนักขาว (White Palace) ดูภายนอกก็เป็นแค่ตึกโล้น ๆ สองชั้น หน้าตาไม่พิศดารอะไร ที่นี่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Mellat Palace Meuseam เคยเป็นที่อาศัยของพระมเหสี และที่นี่มีห้องน้อยใหญ่ทั้งหมด 54 ห้อง

ข้างหน้าตำหนัก จะพบกับมือธนู ออรัช ตัวละครของนักเขียน นักกวีชื่อดัง Ferdowsi (เฟอร์โดว์ซี่) ยืนปกป้องเราจากเหล่าร้าย (ว่าไปนั่น )

ห้องแต่ละห้องหรูหราตามสไตส์คิงส์ ที่นี่เป็นปราสาทสมัยใหม่ ทุกอย่างก็เลยดูเป็นสไตส์ยุโรปมากหน่อย

นอกจากนี้ตำหนักขาวยังเป็นที่ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ ห้องประชุมด้านบนของตำหนักนี้เคยเป็นที่จัดประชุม The Tehran conference (EUREKA) ซึ่งประกอบไปด้วยสามมหาอำนาจสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่ สตาลิน (Joseph Stalin) - รัสเซีย, รูทเวล (Franklin D. Roosevelt) - อเมริกา และ เชอร์ชิล (Winston Churchill) - อังกฤษ . . . เนื้อหาในที่ประชุมเป็นเรื่องกลยุทธการทำสงครามขั้นสุดท้ายกับ นาซี เยอรมัน นั่นเอง

ออกจากตำหนักขาว เราก็ต้องไปตำหนักเขียวต่อ (Green Palace) ซึ่งต้องรอรถบัส เพราะถ้าเดินจะไกลมาก

ระหว่างรอรถบัส เราก็เจอขบวนสาวน้อยชุดชมพู แต่บางคนคลุมแชโดว์ เคร่งตั้งแต่เด็กเลย . . . เป็นนักเรียนค่ะ ถ้าเราไปตามพิพิธภัณฑ์ ก็จะเจอเด็ก ๆ อยู่เรื่อย ๆ ที่นี่เค้าส่งเสริม ศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ กับเยาวชน ดีจัง . . .

แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ก็จะมีแต่เด็กผู้หญิง เพราะที่นี่เค้าแยกโรงเรียนหญิง-ชายค่ะ พอเข้าระดับมหาวิทยาลัยก็จะมี มหาลัยแบบรวมหญิง-ชาย ให้เลือกเรียนได้

น้อง ๆ ไปแล้ว รถก็ยังไม่มา ถ่ายรูปรถม้า ยังกะเรื่องซินเดอเรร่าเลย จริง ๆ ไปขอถ่ายต้องเสียตังค์นะ แต่ถ่ายซูมจากไกล ๆ หุหุ

.

.

.

รถมาแล้ว แต่ต้องบอกว่ารถบัสเก่ามาก ๆ การเผาไหม้ห่วยแตก เหม็นควันน่าดูเลย แต่คนอิหร่านเค้าก็อยู่กับรถแบบนี้ อากาศดี ๆ กลายเป็นมลพิษหมด . . . อุดจมูกจนถึงตำหนักเขียวนั่นแหละค่ะ ถึงจะได้หายใจทั่วท้อง . . .

.

ตำหนักเขียว สวยงามเป็นพิเศษค่ะ ตึกหินอ่อนสีเขียว ดูหรูหรามาก ต้องบอกว่า ตำหนักขาวชิดซ้ายไปเลย อย่างนี้ต้องให้ดูใกล้ ๆ หน่อย

.

.

ด้านซ้ายของตำหนัก เราก็จะมองเห็นวิวภูเขาสลับซับซ้อน สวยมาก . . . หลับตาแล้วฝันว่าถ้ามีบ้านหลังเล็ก ๆ กับคนรับใช้ซัก 2-3 คน อยู่ตรงนี้ อากาศดี ๆ อย่างนี้ . . . . แต่อ่ะนะ ฝันก็คือฝันนั่นแหละ ม่ะมีเจ้าชายขี่ม้าขาว มีแต่ไอ้ตูด +555

.

จะเข้าไปชมเราก็ต้องใส่ถุงเท้าอีกชั้นนึง ป้องกันไม่ให้ตำหนักเปื้อนค่ะ

.

ที่นี่จะเป็นตำหนักสไตส์ฝรั่งเศสสุด ๆ แต่ละห้องประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ทรงหลุย์ โคมไฟระย้าอลังการ แต่ที่อลังการสุด ๆ คงจะเป็นห้องนี้ค่ะ

.

.

เป็นห้องที่ระยิบระยับมาก ๆ มองขึ้นไปที่โคมไฟระย้า ตาพร่ามัวไปหมด . . . โอ้ววว แม่เจ้าหนูตาลายอ่ะ. . . (ว่าไปนั่น )

.

.

ส่วนนี่ห้องดินเนอร์ แบบว่าอาหารเที่ยงห้ามมากินนะยะ เหอะ ๆ ๆ โต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้เชอรี่ สั่งจากอเมริกา เพดานกรุด้วยหนังแท้จากอิตาลีสีน้ำตาล (แหะ ๆ เสียดายไม่เห็นเพดาน) จานที่ใช้ทั้งหมด สั่งมาจากบริษัท BAKARA และ LIMOGE เริ่ดขนาดไหนไม่รู้ ลองหากับกูเกิ้ลดูนะคะ ยังค่ะ ยังไม่หมด พรมทอที่อังกฤษ . . . คือ งง มาก ประเทศอิหร่านผลิตพรมเปอร์เซีย สวยสุด ๆ เศรษฐียังต้องแห่มาซื้อ แต่กษัตริย์ดันไปซื้อพรมอังกฤษมาปู เชื่อเค้าเลย

.

.

.

ดูเพลิน ๆ วนกลับมาหน้าประตูอีกแล้ว อยากออกไปชมวิวอีก แต่มีเสียงเรียก

"ฝ้าย ๆ "

"หืม . . ."

"ออกจากที่นี่อย่าลืมถอดถุงเท้าคืนเค้าไปด้วยนะ"

"เอ้อ . . . เกือบลืม "

.

.

ค่ำคืนแรกที่อิหร่าน เราทานอาหารเย็นง่าย ๆ สลัด กับ ข้าว + ไก่เคบับ + โยเกริ์ตประหลาด ทั้งเปรี้ยว ปะแล่ม ๆ แล้วก็ซ่า . . .

.

.

อิ่มแล้วก็หลับปุ๋ยอย่างว่าง่าย . . .

หลับฝันถึง นิทานสมัยเด็ก ๆ . . . อาลีบาบา . . . เข้าไปในถ้ำมหาสมบัติของโจร . . . ว้าววว . . .

ฝันดีค่ะ ทุกคน . . .

Fein ^^

PS. COMMING UP NEXT . . สมบัติแห่งชาติ มหาสมบัติของกษัตริย์อิหร่าน : แล้วเจอกันจ้า ^^